การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ (Accident Action)

 

การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ (Accident Action!!)

คุณพร้อมที่จะเป็นพลเมืองดีแล้วหรือยัง !!

เมื่อขับขี่ยวดยานพาหนะไปตามท้องถนนบ่อยครั้งคุณต้องเจอผู้ประสบอุบัติเหตุ หลายครั้งรีบเร่งเครื่องขับผ่านไป ถือว่าธุระไม่ใช่ หรือขี้เกียจเป็นพยาน
นั่นเองคุณกำลังพลาดที่จะได้เป็นพลเมืองดีของสังคม เพราะเพียงแค่คุณจอดรถลงไปและช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ คุณอาจได้ช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งให้มีลมหายใจต่อไปได้
อย่างน้อยก็อาจทำให้ความทุกข์ทรมานของเขาผ่อนคลายได้ชั่วขณะหนึ่ง เป็นการสร้างกุศลครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

แต่ต้องถามตัวเองเสียก่อนว่าคุณพร้อมที่จะลงไปกู้สถานการณ์คับขันนั้นหรือไม่ และคุณรู้วิธีการช่วยชีวิตเขาแล้วหรือยัง ?

จริง ๆ แล้วการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุจำเป็นต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี แต่บางครั้งก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีแพทย์ขับรถมาแถวนั้น
มีแต่คุณที่ขับรถผ่านมา คุณอาจไม่มีทางเลี่ยงเพื่อประกอบวีรกรรมครั้งนี้

การช่วยชีวิตผู้เคราะห์ร้ายในช่วงสองสามนาทีแรกหลังประสบเหตุถือเป็น “เวลาแห่งชีวิต” คุณรอช้าอยู่ไม่ได้หากคิดจะลงไปช่วยเขา

จากเอกสารเผยแพร่ของกระทรวงขนส่งออสเตรเลีย “เซฟตี้ไลฟ์” นำมาเรียบเรียงเพื่อเสนอแนะ หลักการช่วยชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุ ดังนี้

ขั้นตอนการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ

๑. ลงไปตรวจสอบดูว่ามีผู้บาดเจ็บหรือไม่

๒. เคลียร์พื้นที่เกิดอุบัติเหตุให้มีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

๓. ส่งข้อมูลขอความช่วยเหลือ

๔. ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

ฺตรวจสอบหาผู้บาดเจ็บ

เมื่อลงจากรถเข้าไปในเหตุการณ์สิ่งแรกที่คุณต้องหาผู้ที่บาดเจ็บนับดูว่ามีกี่คน บางคนอาจอยู่ในซากรถ บางรายนอนอยู่ริมถนน หรือบางคนเดินโซซัดโซเซอยู่แถวนั้น
เป้าหมายของคุณอยู่ที่ “คนหมดสติ” พบแล้วคุณต้องตรวจลมหายใจ เขาหายใจอยู่หรือไม่ หายใจสะดวกหรือติดขัดประการใด จากนั้นก็ต้องมองหาคนที่มีบาดแผลเลือดไหลออกมา

จงจำไว้ว่า ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่ล้วนจะอยู่ในอาการช็อค วิธีการดีที่สุดคือช่วยให้พวกเขาผ่อนคลายลง และจะช่วยได้มากหากว่าคุณไม่ช็อคตามพวกเขาไปด้วย
การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุจำเป็นอย่างยิ่งต้องใจเย็นและสงบ ไม่ตื่นเต้นไปกับสถานการณ์

เคลียร์พื้นที่ให้มีความปลอดภัย

ถ้ามีคนอื่นอยู่บริเวณนั้นควรจัดให้พวกเขายืนรอบ ๆ จุดเกิดเหตุเพื่อให้รถคันอื่นที่กำลังวิ่งตรงมาสังเกตเห็นเป็นการเตือนในตัวว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุ
ถ้าเป็นไปได้ให้พวกเขาโบกมือหรือใช้วัตถุสะท้อนแสง

ให้สัญญานรถที่ผ่านไปมาหากเกิดเหตุตอนกลางคืนอาจใช้ไฟฉายหรือไฟฉุกเฉิน (ถ้ามีติดรถ) ไฟหน้าของคุณเปิดส่องให้บริเวณนั้นสว่างขึ้น

หลีกเลี่ยงการเกิดประกายไฟทุกชนิด หากทำได้ให้เข้าไปปิดเครื่องรถที่เกิดเหตุ แต่ถ้ามีสายไฟฉีกขาดหรือหลุดออกมาอย่าเข้าไปแตะต้อง
ให้รีบเคลื่อนย้ายคนเจ็บออกมาโดยเร็วที่สุด เพราะไฟที่เกิดอยู่ตามสายอาจสปาร์คและหากมีน้ำมันรั่วจะเกิดการระเบิดได้ อย่าให้คนสูบบุหรี่
ถึงตอนนี้บอกให้คุณที่รุมล้อมหรือยานพาหนะคันอื่น ๆ ให้เคลื่อนตัวออกห่างจากจุดเกิดเหตุ

ขอความช่วยเหลือ

ในขณะที่คุณเข้าช่วยเหลือคนเจ็บอยู่นั้น ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยบอกให้เขาโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยหรือตำรวจในท้องถิ่นในบ้านเรา
(กด ๑๙๑ แจ้งเหตุด้วนเหตุร้ายหรือ ๑๑๙๓ แจ้งตำรวจทางหลวง หรือเบอร์โทรศัพท์อื่น ๆ ที่คุณทราบ)

ถ้าบริเวณนั้นไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ คุณหรือใคร ๆ ก็ไม่มีมือถือติดมา ให้ใช้วิธีโบกรถแจ้งข่าวให้กับรถคันอื่นที่วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุ

การแจ้งข่าวให้กับตำรวจ ควรใช้ข้อมูลที่ตรงความเป็นจริงที่สุดเท่าที่คุณจะทราบได้ เช่น บริเวณที่เกิดเหตุ จำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
จำนวนคนที่คาดว่าติดอยู่ซากรถ ฯลฯ หากประเมินสถานการณ์เห็นว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดหรือไฟไหม้ให้แจ้งตำรวจให้ขอกำลังสนับสนุนอื่น ๆ
เช่น หน่วยดับเพลิง รถพยาบาล ช่างไฟฟ้า ฯลฯ

ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไป มีหลักการสำคัญคือ

จัดทางหายใจให้โล่ง (Airway management) หรือ A

ช่วยทำให้หายใจ (Breathing) หรือ B

ช่วยทำให้เลือดหยุดไหล (Circulation) หรือ C

นั่นคือ เป็นแนวทางพื้นฐานในการช่วยชีวิตหรือการช่วยพื้นคืนชีพ (CPR - Cardiopulmonary Resuscitation) ตามกฏ A - B - C

ในการปฏิบัติจริงในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง สามารถประมวลวิธีการช่วยเหลือตามลำดับก่อนหลังได้ดังต่อไปนี้

๑. ตรงไปช่วยเหลือผู้หมดสติในอันดับแรก

๒. จัดทางเดินหายใจของผู้บาดเจ็บให้โล่ง

๓. ตรวจสอบลมหายใจและอัตราความถี่ของลมหายใจ

๔. เป่าลมเข้าปอดโดยวิธีปากต่อปาก (Mouth to Mouth) หรือการทำ CPR ตามวิธีการทำให้ฟื้นคืนชีพ ขั้นพื้นฐาน

๕. ทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่มีเลือดไหลออกมา (Bleeding)

๖. พลิกตัวผู้บาดเจ็บที่หมดสตินอนตะแคงข้าง

๗. เคลื่อนย้ายผู้หมดสติให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

๘. ช่วยผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่ในซากรถ

ตรงเข้าช่วยเหลือคนหมดสติ

รีบพลิกตัวเขาให้นอนตะแคงข้าง (ตามวิธีการที่เสนอแนะในข้อเขียนนี้) จับศีรษะผู้หมดสติให้หงายไปข้างหลังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นค่อย ๆ
ดันมาข้างหน้าให้ศีรษะก้มลง วิธีการนี้จะทำให้ลิ้นที่อาจจุกติดลำคอตกกระดกลงมาช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น รวมทั้งเลือดและอาเจียนจะไหลออกมาด้วย

ทำความสะอาดในช่องปากเพื่อเปิดทางหายใจโดยใช้นิ้วล้วงเข้าไป ผู้หมดสติอาจมีฟันหัก เศษฟันปลอม เลือด หรืออาเจียนติดข้างในช่องปากนั้น

ตรวจสอบลมหายใจ

เมื่อวางตัวผู้หมดสติตะแคงข้างและจักการเปิดทางเดินลมหายใจแล้ว ขั้นต่อไปให้ตรวจสอบลมหายใจ สังเกตที่บริเวณด้านล่างของหน้าอก
และบริเวณท้องขยับขึ้นลง แล้วใช้หูฟังบริเวณเหนือปากตรวจสอบการหายใจและสัมผัสลมหายใจที่ออกมาจากช่องปาก อย่าใช้หมอนรองศีรษะคนเจ็บ

หากคนเจ็บไม่หายใจ คุณต้องทำ CPR

ห้ามเลือด

ทำความสะอาดบาดแผลหรือเคลียร์บริเวณบาดแผลให้เห็นชัดว่าเลือดออกมาจากจุดใด จากนั้นใช้นิ้วกดปากแผลลงไป หรือบีบให้ปากแผลเข้ามาชิดกัน
ใช้ผ้าพันแผลพันรอบ ๆ รัดให้แน่นและมั่นคง (ก่อนพันผ้าถ้าเป็นไปได้หาผ้าแผ่นใหญ่ปิดปากแผลให้มิดเสียก่อน) หากมีแผลบริเวณแขนหรือขา
ให้ยกส่วนที่แผลนั้นให้สูงขึ้นและไม่ต้องขันชะเนาะ ถ้าผู้ป่วยรู้สึกแน่นหรือเจ็บแผลให้คลายผ้าพันแผล หากเลือดไม่หยุดไหลใช้ผ้าซับและพันแผลอีกชั้นหนึ่ง
โดยไม่ต้องถอดผ้าพันแผลอันเดิมออก

หากพบเศษเหล็ก ไม้หรือแก้วอยู่ที่บิรเวณแผลให้ใช้ผ้าซับคลุมเศษวัสดุนั้น แล้วใช้ผ้าพันแผลให้รอบอย่าให้เศษวัสดุโผล่พ้นผ้าออกมา
วิธีการนี้ใช้ได้กับผู้ป่วยที่กระดูกแตกโผล่พ้นแผลออกมาได้ด้วย

พลิกตัวผู้บาดเจ็บนอนตะแคงข้าง

เมื่อพบผู้บาดเจ็บนอนหงายคุณจำเป็นต้องพลิกตัวเขานอนตะแคงข้าง แจะเป็ฯข้างใดก็ได้ แต่สะดวกกว่าหากพลิกตัวเขานอนตะแคงซ้าย โดยทำดังนี้

๑. เหยียดแขนซ้ายของคนเจ็บให้ทำมุม ๙๐ องศา กับลำตัวแล้วเอาแขนขวาวางพาดหน้าอก

๒. งอเข่าขวาให้ขาขยับสูงขึ้นทำมุมพอดีกับลำตัว ในขณะที่ขาซ้ายเหยียดตรง

๓. ผลักตัวคนเจ็บให้นอนตะแคงซ้าย โดยการผลักไปที่ไหล่และสะโพก ดันไปข้างหน้า หากมีผู้ช่วยให้เขาช่วยประคองศีรษะคนเจ็บ

๔. จับแขนขวาวางคล่อมแขนซ้ายตรงจุดใต้ศอกซ้าย ระหว่างจับตัวคนเจ็บพลิกระมัดระวังจุดที่กระดูกอย่าให้กระทบกระเทือน

๕. ปลดคอเสื้อ กระดุมหน้าอก และปลดตะขอกางเกงของคนเจ็บออก อย่าให้ส่วนใดส่วนหนึ่งผู้เสื้อผ้ารัดแน่น

เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ

บางครั้งคุณจำเป็นต้องเคลื่อนคนเจ็บ แต่จงจำไว้ว่าการเคลื่อนคนเจ็บอาจทำให้เขาบาดเจ็บมากขึ้น

พิจารณาการเคลื่อนย้ายคนเจ็บในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เช่น

๑. ผู้บาดเจ็บอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมต่ออันตราย เช่น ไฟไหม้ การจราจรหนาแน่น หากไม่เคลื่อนย้ายจะทำให้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้น

๒. ผู้บาดเจ็บอยู่ในตำแหน่งที่คุณไม่สามารถทำการช่วยชีวิตหรือปฐมพยาบาลได้อย่างถนัด

การเคลื่อนผู้บาดเจ็บ ต้องคนช่วย ๓ - ๔ คน อย่าให้บริเวณคอ หรือ หลัง เกิดการบิดงอ ต้องให้คอและหลังเป็นเส้นตรงและประคองแขนขาที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีด้วย

ช่วยผู้บาดเจ็บติดในซากรถ

หากพบผู้บาดเจ็บหมดสติในรถ หากสามารถเอาตัวเขาออกมาได้อย่างง่าย ๆ ก็ควรทำ เพราะการช่วยเหลือเขาข้างนอกนะสะดวกกว่า แต่หากไม่สามารถนำตัวเขาออกมาได้
เพราะติดในซากรถ คุณจำเป็นต้องช่วยเขาข้างในโดยเปิดทางหายใจแล้วเคลียร์สิ่งติดค้างในช่องปาก โดยค่อย ๆ จับศีรษะหงายขึ้นพร้อมกับประคองขากรรไกรของเขาไว้ด้วย

จำไว้ว่า การทำ CPR สามารถทำได้แม้ว่าผู้บาดเจ็บจะติดอยู่ในซากรถ (นั่งอยู่ที่เบาะ) อย่างไรก็ตามหากเขามีเลือดไหลจากจมูกจะเข้าปาก หรือกำลังจะอาเจียน
คุณจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายตัวเขาออกมา (ถ้าเป็นไปได้) และให้เขานอนตะแคง

สูตรสำเร็จการช่วยชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บ สรุปสั้น ๆ คือ

ตรวจลมหายใจ - ห้ามเลือด - อย่าเคลื่อนย้ายคนเจ็บโดยไม่จำเป็น

เมื่อผู้บาดเจ็บหมดสติและไม่หายใจ คุณมีเวลา ๔ นาที ที่จะให้ “ฟื้นคืนชีพ” เพื่อทำการรักษาพยาบาลจากแพทย์ต่อไป นาทีแห่งชีวิตอย่าให้เขารออย่างไร้ความหวัง
ถ้าคุณลงมือช่วยเขาอาจมีสิทธิรอด แต่ถ้าไม่คุณก็ได้แค่ยืนดูเขาสิ้นลมหายใจไปอย่างทุกข์ทรมาน

หมายเหตุ หลักการช่วยชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุนี้ สามารถประยุกต์ไปใช้ในการช่วยเหลือกรณีอื่น ๆ ได้นอกเหนือจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และหลักการช่วยชีวิตและการทำ CPR
สามารถเข้ารับการอบรมได้ตามโรงพยาบาลและสถานบริการทางสาธารณสุขทั่วไป

บทความโดย ร.อ.หาญ เอมปรีชา